วัดอิออน Metapontum

วัดอิออน Metapontum


We are searching data for your request:

Forums and discussions:
Manuals and reference books:
Data from registers:
Wait the end of the search in all databases.
Upon completion, a link will appear to access the found materials.


สถาปัตยกรรมกรีกโบราณ – วัดดอริกและอิออน

ในช่วงก่อนหน้าของประวัติศาสตร์กรีก (เช่น มิโนอัน) ไม่มีวัดที่แยกจากกัน และสถานที่สักการะของเทพเจ้าตั้งอยู่ในพระราชวังหรือคฤหาสน์ อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคเรขาคณิต ชาวกรีกได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของชนชาติตะวันออกและพวกเขาได้รับอิทธิพลจากพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มสร้างอาคารแยกต่างหาก วัดเพื่อบูชาเทพเจ้าของพวกเขาที่นั่น
ภายในวัดไม่มีอะไรเลยนอกจากรูปปั้นเทพเจ้าหรือเทพธิดา ผู้คนยังคงอยู่นอกวัด นอกจากนี้ แท่นบูชาสำหรับบูชาก็ตั้งอยู่นอกวัดเช่นกัน ยกเว้นในโอกาสที่หายาก หลังจากที่ได้แสดงความเอาใจใส่เป็นพิเศษในการสร้างรูปปั้นแล้ว ชาวกรีกโบราณก็จะดูแลลักษณะภายนอกของวัดด้วยเช่นกัน สำหรับชาวกรีกโบราณแล้ว วิหารแห่งนี้ก็เป็น “รูปปั้น” ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ คำว่า รูปปั้น ในภาษากรีกโบราณหมายถึง “สิ่งที่ทำให้เหล่าทวยเทพมีความสุข”
วัดแรกเป็นไม้ แต่ต่อมาสร้างด้วยหินอ่อน ทิศทางของวัดนั้นมาจากตะวันออกไปตะวันตกเสมอ ตรงกันข้ามกับโบสถ์คริสต์ที่ส่งตรงจากตะวันตกไปตะวันออก

วัดแบ่งออกเป็นสามส่วน:
1) ห้องโถง เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่พบอยู่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ
2) โบสถ์. มันเป็นส่วนหลักของวัด ที่นี่ยืนรูปปั้นของพระเจ้า
3) Opisthodomos เป็นบริเวณหลังพระอุโบสถ
4) ในวัดบางแห่ง เช่น วิหารพาร์เธนอน มีช่องว่างที่สี่หลังออปิสโธโดโมสที่เรียกว่า “opisthonaos”
ตามปกติ วัดจะมีเสาที่ด้านแคบ หากมีเสาที่ด้านแคบเพียงด้านเดียว เรียกว่า “prostylos” หากมีเสาที่ด้านแคบทั้งสองข้าง จะเรียกว่า “amphiprostylos” ในหลายกรณีรอบๆ วัด มีเสาที่สร้าง “peristylio”. เมื่อวัดล้อมรอบด้วยเสาเรียงกันเป็นแถว จึงเรียกว่า “พาวิลเลี่ยน” เมื่อล้อมรอบด้วยคอลัมน์สองแถว จะเรียกว่า “dipteral” ตามที่เรากล่าวไว้ข้างต้น วิหารพาร์เธนอนคือวิหาร “amphiprostylos”
ในสถาปัตยกรรมกรีกโบราณมีรูปแบบวัดหลักสองแบบ: แบบวัด Doric และแบบวัด Ionic พวกเขามีข้อกำหนดเกือบเหมือนกันยกเว้นความแตกต่างเล็กน้อย รูปแบบของวิหาร Doric นั้นเคร่งครัดและเข้มงวดด้วยสัดส่วนที่หนักหน่วง ในขณะที่สไตล์วัด Ionic นั้นมีลักษณะเฉพาะด้วยสัดส่วนที่เบากว่าและตกแต่งได้มากกว่า

NS) ธรณีประตูและสไตโลเบต มีสามระดับ (บันได) ซึ่งอยู่ใต้เสา ขั้นตอนสุดท้ายเรียกว่า “stylobate”, เพราะมีเสาวางอยู่บนนั้น. รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าประทับใจของสไตโลเบตคือ “boss” ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นครั้งแรกที่วิหารอพอลโลที่เมืองคอรินธ์ (540 ปีก่อนคริสตกาล) เท่านั้นที่จะบรรลุถึงความสมบูรณ์แบบเมื่อนำไปใช้กับวิหารพาร์เธนอน ความโค้งหมายความว่าสไตโลเบตไม่ใช่พื้นผิวแนวนอนทั้งหมด แต่ตรงกลางของแต่ละด้านสูงกว่าขอบเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น บนวิหารพาร์เธนอน ด้านยาว ’ โค้งถึง 11 ซม. ด้านสั้น ’ โค้งถึง 7 ซม.
NS) ฐาน. ฐานมีลักษณะเฉพาะที่วัดอิออนเท่านั้น มันตั้งอยู่ด้านบนของสไตโลเบตและเป็นที่ที่เสาถูกวาง
) คอลัมน์ เสาบนขาวัดอิออนประกอบด้วยร่องที่ปลายโค้ง ในขณะที่สไตล์ดอริก ร่องจะสิ้นสุดที่ขอบ (ปลาย) จำนวนร่องมีตั้งแต่ 16 ถึง 20 ร่อง ความลึกของร่องอาจแตกต่างกันไป ดังนั้นบางครั้งร่องก็ลึกกว่าที่ด้านบนของคอลัมน์ (พาร์เธนอน) บางครั้งก็ลึกกว่าที่ด้านล่าง (วัดโพไซดอนที่แหลมซูเนียน, วัด ของ Aphaia ใน Aegina) และบางครั้งความลึกยังคงเหมือนเดิม ( Propylaea -Thissio). จุดประสงค์ของร่องคือเสียงสูงต่ำของรูปทรงวงกลมของเสาและแน่นอนความรู้สึกที่เกิดจากเงา เสาส่วนใหญ่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสไตล์ Doric นั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนกระดูกสันหลังซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้เมื่อสิ้นสุดการทำงานเพราะถูกเคลือบด้วยแสง (พลาสเตอร์) ลักษณะของเสาคือความเข้ม ความโค้งเล็กน้อยที่สังเกตได้ในคอลัมน์ ในยุคคลาสสิก ความเข้มสูงสุดถูกสังเกตที่ 2/5 ของความสูงของเสา ไม่ว่าในกรณีใดความเข้มจะมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของฐานของเสา
ลักษณะเฉพาะของเสาอีกประการหนึ่งคือการลดลง คอลัมน์เมื่อยกขึ้นและบางลง กล่าวอีกนัยหนึ่ง เส้นผ่านศูนย์กลางของคอลัมน์ด้านบนมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของคอลัมน์ด้านล่าง
ที่ส่วนท้ายของเสาตรงจุดที่ตรงกับเมืองหลวงจะมีช่องวงแหวนสามหรือสี่ช่อง ใช้วงแหวนสี่วงในสมัยโบราณ (วัด Aphaia ใน Aegina) ในยุคคลาสสิก เรามีแหวนเพียงวงเดียว ในขณะที่ในยุคขนมผสมน้ำยา คุณลักษณะจะหายไปอย่างสมบูรณ์
ตามมาตรฐานทั่วไป จำนวนคอลัมน์ด้านยาวเป็นสองเท่าบวกหนึ่งในคอลัมน์ด้านแคบ (2a +1) ตัวอย่างเช่น ถ้าวัดหนึ่งมี 6 เสาด้านแคบ อันที่ยาวจะมี 6*2+1 = 13
องค์ประกอบที่สำคัญของเสาคือความโน้มเอียงไปทางวิหาร กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ใช่แนวดิ่ง เสาสี่เสาที่วางอยู่ที่มุมเอียงไปทางแนวทแยง ซึ่งหมายความว่าวัดไม่ได้สร้างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแต่เป็นการจัดเรียงแบบเสี้ยม
NS) เมืองหลวง. คอลัมน์สิ้นสุดที่เมืองหลวง ในสไตล์วิหาร Doric ประกอบด้วย echinus และ abacus ในขณะที่ Ionic ประกอบด้วย volutes และ abacus เมืองหลวงของวิหาร Doric นั้นหนักกว่า “หนัก” ในขณะที่ Ionic นั้นซับซ้อนกว่า
อี) ซุ้มประตู นี่คือแผ่นหินอ่อนสี่เหลี่ยมที่เชื่อมกับเสา บนอนุเสาวรีย์ที่มีขนาดเล็กกว่า architrave สามารถเป็นส่วนสำคัญ กล่าวคือ ประกอบด้วยชิ้นหินอ่อนที่เป็นของแข็ง บนไซต์ขนาดใหญ่ประกอบด้วยสององค์ประกอบหรือสามอย่างเป็นวิหารพาร์เธนอน ชิ้นส่วนที่วางอยู่ภายในอนุสาวรีย์เรียกว่า antithima ซุ้มประตูไม่มีการตกแต่งใด ๆ ยกเว้นในวิหาร Assos ที่มีรูปปั้นอยู่บ้าง วิหารพาร์เธนอนเมื่อหวนกลับมีโล่และจารึกทองสัมฤทธิ์แขวนอยู่ ในที่สุด architrave ก็แสดงความโค้งเดียวกันกับ stylobate
NS) ไตรกลีฟและเมโทป – ชายคา
บน Doric Temples หลังจาก architrave เรามี “triglyphs” and the “metopes”. Triglyph เป็นแผ่นหินอ่อนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งมีการขึ้นรูปแนวตั้ง 3 แบบ เต็มสองและสองครึ่งทางขวาและซ้าย เมโทปเป็นแผ่นหินอ่อนสี่เหลี่ยมซึ่งมักมีลายนูนหรือทาสี ในส่วนระหว่างสองคอลัมน์มีไตรกลีฟสองอันและสามเมโทป บนวัดอิออน เราทำการฉาบ นั่นคือพื้นที่ของแผ่นลายนูน
NS) บัว. บัวปกป้องไตรกลีฟและเมโทปหรือชายคาจากฝน ซุ้มประตู ไตรกลีฟ และเมโทป หรือชายคา และชายคารวมกันเป็นบัว
ชม) หน้าจั่วหรือกลอง มันคือส่วนสามเหลี่ยมที่ด้านบนสุดของส่วนหน้าของวัด มันถูกตั้งชื่อว่า Pediment เพราะรูปร่างของมันทำให้นึกถึงนกอินทรีที่มีปีกที่กางออก
ในที่สุด ก็ควรจำไว้ว่าชาวกรีกโบราณเคยทาสีวัดของพวกเขา (ยกเว้นเสาและซุ้มประตู) ด้วยสีสดใส โดยเฉพาะสีแดงและสีน้ำเงิน เช่นเดียวกับรูปปั้นของพวกเขา


เทมเพลตแอป Ionic ที่มียอดขายสูงสุดใน CodeCanyon

พร้อมที่จะเริ่มต้นการพัฒนา Ionic แล้วหรือยัง? ลองใช้เทมเพลตแอปสำเร็จรูปจาก CodeCanyon สำหรับ Ionic 4 และอีกมากมาย!

เทมเพลตและธีมของแอปเหล่านี้เริ่มต้นจากราคาเพียง $5 สำหรับบางสิ่งที่เรียบง่าย เช่น หน้าจอล็อก อย่างไรก็ตาม คุณยังค้นหาเทมเพลตเพื่อสร้างแอปหาคู่ แอปส่งอาหาร และอื่นๆ ได้อีกด้วย


พัฒนาการ [ แก้ไข ]

ต้นกำเนิด [ แก้ไข ]

Mycenaean Megaron (ศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตศักราช) เป็นสารตั้งต้นสำหรับวัดโบราณและวัดกรีกโบราณในภายหลัง แต่ในช่วงยุคมืดของกรีกอาคารมีขนาดเล็กลงและมีความยิ่งใหญ่น้อยลง [2] [3] หลักการพื้นฐานสำหรับการพัฒนาสถาปัตยกรรมวัดกรีกมีรากฐานมาจากศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล และ 7 ปีก่อนคริสตกาล ในรูปแบบที่ง่ายที่สุดเช่น a naosพระอุโบสถเป็นศาลเจ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียบง่าย มีผนังด้านที่ยื่นออกมา (antae) ก่อเป็นมุขเล็กๆ จนถึงศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสต์ศักราช ยังมีโครงสร้างท้ายเรือที่มีผนังด้านหลังเป็นรูปครึ่งวงกลมไม่มากก็น้อย แต่รูปแบบสี่เหลี่ยมก็มีชัย โดยการเพิ่มเสาในโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กนี้ ชาวกรีกได้กระตุ้นการพัฒนาและความหลากหลายของสถาปัตยกรรมวัดของพวกเขา

วิหาร Isthmia สร้างขึ้นใน 690 - 650 ปีก่อนคริสตกาล อาจเป็นวัดโบราณแห่งแรกที่มีขนาดมหึมา เสาที่แข็งแรงและหลังคากระเบื้องทำให้วัด Isthmian แตกต่างจากอาคารร่วมสมัย [4]

สถาปัตยกรรมไม้: สมัยโบราณ [ แก้ไข ]

วัดแรกส่วนใหญ่เป็นโคลน อิฐ และหินอ่อนบนฐานหิน เสาและโครงสร้างส่วนบนเป็นไม้ บานประตูและอันเตได้รับการปกป้องด้วยแผ่นไม้ กำแพงอิฐโคลนมักเสริมด้วยเสาไม้ในรูปแบบครึ่งไม้ องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไม้ที่เรียบง่ายและมีโครงสร้างชัดเจนนี้สร้างหลักการออกแบบที่สำคัญทั้งหมดเพื่อกำหนดการพัฒนาของวัดกรีกมานานหลายศตวรรษ

ใกล้ปลายศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ขนาดของโครงสร้างเรียบง่ายเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก [5] วัด C atThermos เป็นแห่งแรกของ เฮกตอมปิดอย, วัดที่มีความยาว 100 ฟุต (30 ม.) เนื่องจากในทางเทคนิคเป็นไปไม่ได้ที่จะมุงหลังคาพื้นที่กว้างในขณะนั้น วัดเหล่านี้จึงแคบมาก โดยมีความกว้าง 6 ถึง 10 เมตร

เพื่อเน้นถึงความสำคัญของรูปปั้นลัทธิและอาคารที่ถือครอง naos ได้ติดตั้งหลังคาซึ่งรองรับด้วยเสา ผลงานชุดระเบียงรอบพระวิหารทุกด้าน (เพอริสตาซิส) ถูกนำมาใช้สำหรับวัดในสถาปัตยกรรมกรีกเท่านั้น [6]

การผสมผสานของวัดกับระเบียง (ptera) ทุกด้านก่อให้เกิดความท้าทายด้านสุนทรียภาพใหม่สำหรับสถาปนิกและผู้อุปถัมภ์: โครงสร้างต้องสร้างขึ้นเพื่อให้มองเห็นได้จากทุกทิศทาง สิ่งนี้นำไปสู่การพัฒนาของ peripterosมีหน้าผาก pronaos (เฉลียง) ซึ่งสะท้อนด้วยการจัดคล้าย ๆ กันที่หลังอาคาร opisthodomosซึ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเหตุผลด้านสุนทรียะโดยสิ้นเชิง


เหรียญโบราณแห่งลูคาเนีย ตอนที่ 1: Metapontum, Heraclea และ Sybaris - CoinWeek

ชื่อ: เหรียญโบราณแห่งลูคาเนีย ตอนที่ 1: Metapontum, Heraclea และ Sybaris - CoinWeek ภาพ: ข้อความ:

โดย สตีฟ เบนเนอร์ สำหรับ CoinWeek …..

ลูคาเนีย เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่สำคัญที่สุดของ Magna Graecia, พื้นที่ที่ห้อมล้อมอาณานิคมกรีกของ ซิซิลี และ อิตาลี. ลูคาเนียตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี คร่อมคาบสมุทรระหว่าง อ่าวตารันโต และ ทะเลไทเรเนียน. มีอาณาเขตทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือโดย คัมปาเนีย, ภาคเหนือ โดย สมเนียม, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย อาพูเลียและภาคใต้โดย Bruttium. พื้นที่ส่วนใหญ่ของลูคาเนียครอบคลุมโดย เทือกเขา Apennineโดยมีพื้นดินลาดเอียงลงสู่ทะเลทั้งสองฝั่ง ชาวอาณานิคมกรีกเริ่มเข้ามาในศตวรรษที่แปดก่อนคริสตศักราช แทนที่ ลูกานี ประชากรชาวออสโก-ซัมไนต์จากภาคกลางของอิตาลี เมืองกรีกโบราณที่สำคัญทั้งหมดตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่ง (จุดสีแดงบนแผนที่ด้านล่าง) และมักจะอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่น บราดานุส, NS Casuentus, NS Aciris, NS ศิริส, NS ซิบาริส, และ สิลารุส.

Metapontion (เมตาปอนชั่น)

เริ่มจากมุมตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่แล้วเคลื่อนตามเข็มนาฬิกา Metapontum ก่อตั้งโดย Achaians ในช่วงปลายศตวรรษที่แปดและตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ Bradanus และ Casuentus ผู้ก่อตั้งเมืองคิดว่าเป็นผู้นำที่เรียกว่า ลิวซิปปัสซึ่งสามารถบรรลุข้อตกลงกับชาวเมืองใกล้เคียงได้ ทารันโต. ดินแดนแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มาก และเมื่อเมืองเริ่มผลิตเหรียญเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสตศักราช มีการแสดงภาพหูข้าวสาลีบนเหรียญ Lucania เจริญรุ่งเรืองมาก มีคลังสมบัติของตัวเองที่ เดลฟี. พีทาโกรัส ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของศตวรรษที่ 5 ใน Metapontum ซึ่งเขาเสียชีวิตและถูกฝังไว้ รองรับ Metapontum เอเธนส์ ในการโจมตีหายนะที่ ซีราคิวส์ (415-413) และรองรับ อเล็กซานเดอร์แห่งเอพิรุส (332) ซึ่งได้รับเชิญให้ไปอิตาลีเพื่อช่วยชาวกรีกต่อสู้กับชนเผ่า Italic เมื่ออเล็กซานเดอร์ถูกฆ่า เขาก็ถูกฝังไว้ใกล้เมตาปอนทัม เมืองถูกจับโดย คลีโอนีมัสแห่งสปาร์ตา ใน 303/2 และในช่วง สงครามพิวนิกครั้งที่สอง (218-201), ฮันนิบาล ใช้เมืองนี้เป็นสำนักงานใหญ่ หลังสงครามเมืองไม่เคยฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ในอดีต และในปี พ.ศ. 279 ก็ยอมจำนนต่อ โรมที่กำลังต่อสู้อยู่ ไพรัส ของเอพิรุสในขณะนั้น เมื่อถึงศตวรรษที่ 2 CE เหลือเพียงโรงละครและกำแพงบางส่วนเท่านั้น

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตศักราช Metapontum เริ่มผลิตเหรียญเงินตามมาตรฐาน Achaian 7.9 กรัม nomos. เหรียญแรกเหล่านี้เป็นโนมอยและเศษส่วน พวกเขาถูกกระแทกบนปีกกว้างบางและมีหูลายเป็นการออกแบบที่ยกสูงขึ้นที่ด้านหน้าและหูลายที่ด้านหลัง แต่มีการออกแบบที่มีรอยบาก (รูปที่ 2) การออกแบบที่เพิ่มขึ้น/กล่าวอ้างนี้ถูกโจมตีโดยเมืองอื่น ๆ ของ Lucanian เช่น Taranto, Sybaris, ลาว, และ โพไซโดเนีย. เทคนิคนี้กินเวลาประมาณหนึ่งศตวรรษ ต่อมาด้านหูข้าวสาลีจับคู่กับหุ่นยืนของ อพอลโล, เฮราเคิลส์, หรือ Acheloos.

ราวๆ 430 เม็ดเกรนถูกย้ายไปด้านหลัง และด้านหน้ามีโปรไฟล์โดยทั่วไปของ Demeter (รูปที่ 3) แต่ยังรวมถึง Apollo, Herakles, Nike, ซุส, ลิวคิปโปส, โฮโมเนีย, สุขอนามัย, และ ธาราโกรัส ("กล้าหาญ"). ปัญหาเกี่ยวกับ Nomoi คู่กับหัวของ Leukippos ด้านหน้าและเกรนย้อนกลับถูกสร้างขึ้นจาก 340 เป็น 330

เศษส่วนเงินเมตาปอนทุมรวมถึง ดรัม (2.63 ก.), ไตรโบลส์, (1.3 ก.), 2.5 obols (1 กรัม), diobols (0.86 ก.), ไตรเฮมิโอโบล (0.65 ก.) และ obols (0.43 ก.). ประเภทมีความคล้ายคลึงกันมากกับพวกโนโม หากชื่อเมืองอยู่บนเหรียญ อาจเป็นตัวอักษรจาก ฉัน ถึง ΩΝ.

ราวๆ 280 เหรียญเงินเปลี่ยนเป็นมาตรฐาน Tarentine 3.2 กรัมเป็นดรัชม์ และประมาณ 215 เหรียญเปลี่ยนอีกครั้ง คราวนี้เป็นมาตรฐาน Punic ที่ 3.75 กรัมเป็นไดดราชม หลังจากสงครามพิวนิกครั้งที่สอง เหรียญเงินก็หยุดผลิต

รูปที่ 2: Metapontum, AR Nomos (540-510 ก่อนคริสตศักราช), 28 มม., 7.99 กรัม หูของข้าวบาร์เลย์กับแปดเม็ด MET ลงนาซ้าย / ใส่หูของข้าวบาร์เลย์กับแปดเมล็ด. Noe Class I, 3. (CNG 109, ล็อต 5, $500, 9/12/18)รูปที่ 3: Metapontum, AR Nomos (330-290 ก่อนคริสตศักราช), 19 มม., 7.37 ก. พวงมาลาของ Demeter ซ้าย [XƎ]Δ ใต้คาง / หูข้าวบาร์เลย์ที่มีใบไปทางแท่นบูชาด้านซ้ายบนใบไม้ [ΛY หรือ YΛ ทางขวาของก้าน] Johnston Class C, 10. (CNG 547, Lot 11, 375 ดอลลาร์, 12/4/19)
Metapontum เริ่มผลิตเหรียญทองคำประมาณ 340 ตามมาตรฐาน Achaian (7.9 กรัม) และเริ่มต้นด้วยน้ำหนักหนึ่งในสามและหนึ่งในหก staters. เหรียญมีหัวของ เฮร่า ด้านหน้าและหูเม็ดอยู่ด้านหลัง ปัญหาที่สองถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 302 โดยที่ Nike หันไปทางด้านหน้าและหูลายอยู่ด้านหลัง ซีรีส์ Hera อาจถูกโจมตีในสงครามของ Alexander I (334-331) และซีรีส์ Nike สำหรับ Cleonymus ชุดที่สามสร้างเสร็จประมาณ 280 ชิ้นเพื่อจ่ายสำหรับสงคราม Pyrrhic และมี Leukippos ที่ด้านหน้าและมีหูเม็ดสองอันที่ด้านหลัง (รูปที่ 4)

เหรียญทองแดงเริ่มต้นในปลายศตวรรษที่ 5 โดยมีสองนิกาย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีมูลค่าเท่ากับโอโบลเงิน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 3 มีเหรียญทองแดง 5 นิกาย มีน้ำหนักตั้งแต่ 6 ถึง 0.68 กรัม ประเภทของเหรียญทองแดงคล้ายกับเหรียญเงิน รูปที่ 5 แสดงเหรียญทองแดงพร้อม Athena สวมหมวกโครินเธียนและเมล็ดข้าวบาร์เลย์สามเม็ดเรียงเป็นวงกลม เหรียญทองแดงเมืองสิ้นสุดปลายศตวรรษที่สอง

รูปที่ 4: Metapontum ทอง Tetrobol ประมาณ 280-279 ปีก่อนคริสตศักราช, 2x15mm, 2.83 g. ΛΕΥΚΙΠΠΟΣ หนวดเคราของลูคิปโปทางขวา สวมหมวกโครินเทียนหงอน ประดับด้วยสกายล่าขว้างก้อนหินไปทางขวาบนชาม/เมล็ดข้าวสองหูระหว่างพวกเขา ΣΙ HN III 1630. (หมายเลข 8, ล็อต 30, $4500, 10/21/13).รูปที่ 5: Metapontum Æ 13 มม. ประมาณ 300-250 ปีก่อนคริสตศักราช 2.27 กรัม หัวหน้า Athena จากซ้ายสวมหมวก Corinthian หงอน / M-E ข้าวบาร์เลย์สามเมล็ดเรียงเป็นวงกลมคบเพลิง SNG ANS 581-582. (ไทรทัน V, ล็อต 68, $300, 1/16/02).

เฮราเคลีย (เฮราเคีย)

เฮราเคลีย ตั้งอยู่ทางใต้ของ Metapontum ใกล้แม่น้ำ Aciris ก่อตั้งขึ้นช้ากว่าอาณานิคมอื่น ๆ ในพื้นที่ใกล้กับอาณานิคมอิออนของ ศิริสซึ่งถูกทำลายโดย โครตอน, Metapontum และ Sybaris ใน 510 ปีก่อนคริสตศักราช แทนที่ Siris Heraclea ก่อตั้งโดย ทูริโออิ และ Taras (ตารันโต) ประมาณ 443/2 โดยมีสิริเป็นท่าเรือ ภายใต้การคุ้มครองของทาราส อาณานิคมจะต้องทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการโจมตีของชาวลูคาเนียนพื้นเมือง Heraclea เติบโตอย่างรวดเร็วในความเจริญรุ่งเรืองและอำนาจ อธีนาเป็นเทพเจ้าหลักที่บูชาที่เฮราเคลียแม้ว่าวัดจะ ดีมิเตอร์ และ เกาหลี (เพอร์เซโฟเน่) ตั้งอยู่ใกล้เมือง นอกจากนี้ เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตแจกันชั้นนำในช่วงศตวรรษที่สามและสี่อีกด้วย

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 4 Heraclea ได้รับเลือกให้เป็นที่นั่งของสมัชชาใหญ่ของ ลีกกรีกอิตาลีแต่ในยุค 330 Heraclea ตกเป็นของ Lucanians และไม่ใช่จนกระทั่ง Alexander of Epirus เอาชนะ Lucanians ในปี 332 อิสรภาพของมันกลับคืนมา อเล็กซานเดอร์ย้ายที่นั่งของลีกไปที่ Thourioi เนื่องจากเป็นศัตรูกับ Taranto

ในปี 280 เมืองนี้เป็นที่ตั้งของการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างชาวโรมันและ Pyrrhus of Epirus ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งแรกของชัยชนะของนายพลชาวกรีก เพื่อที่จะเอาชนะเฮราเคลีย ชาวโรมันได้มอบเงื่อนไขการเป็นพันธมิตรที่ดีแก่เมือง (278) ซึ่งชาวเมืองรักษาไว้ผ่านทางสาธารณรัฐโรมัน มันถูกปราบปรามโดยฮันนิบาลในปี 212 และได้รับความเดือดร้อนระหว่าง สงครามสังคม (91-87). อย่างไรก็ตาม Heraclea ฟื้นตัวและยังคงเป็นเมืองสำคัญในช่วง จักรวรรดิโรมันในที่สุดก็ถูกทิ้งร้างในบางครั้งหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิ

Heraclea เริ่มผลิตเหรียญเงินตามมาตรฐาน Achaian ไม่นานหลังจากการก่อตั้ง ด้านหน้ามักจะเป็น Athena เพื่ออ้างอิงถึงมรดก Ionic และด้านหลังแสดง Herakles ซึ่งอ้างอิงถึงอิทธิพลของ Dorian ของ Taras (รูปที่ 6) มวยปล้ำ สิงโตเนเมียน หรือยืนถือไม้คฑาและธนู สเตรทสีเงินและเศษส่วนมีลักษณะใกล้เคียงกัน เศษส่วนคือไดโอโบล (0.87 ก.) และเพนทอนกิออน (0.34 ก.) ในช่วงเวลาของสงคราม Pyrrhus ในทศวรรษที่ 280 น้ำหนักลดลงจากมาตรฐาน Achaian เป็น Tarentine ที่ 6.6 กรัม (didracm) เศษส่วน ได้แก่ ดรัคม์ (3.7 ก.), ไดโอโบล (0.1.2 ก.) และ pentonkions (0.41 ก.) ประเภทส่วนใหญ่มีเฮราเคิลส์ยืนด้วยไม้กระบองและคันธนูแม้ว่าเพนทงกิออนจะมีข้าวบาร์เลย์และคันไถและดรัคม์เป็นนกฮูกกลับด้านแทนที่จะเป็นเฮราเคิลส์ (รูปที่ 7) นอกจากนี้ ในเวลานี้ Heraclea ได้สร้างสเตเตอร์ทองคำไตรมาสเป็นมาตรฐานห้องใต้หลังคา 8.6 กรัมให้กับ stater เหรียญนี้มีลักษณะทั่วไปของ Athena และ Herakles ที่ด้านหน้าและด้านหลัง และหายากมาก (รูปที่ 8) การผลิตเหรียญเงินหยุดลงอย่างสมบูรณ์ในปลายศตวรรษที่สาม

รูปที่ 6: เฮราเคลีย AR Nomos 390-340 ก่อนคริสตศักราช 21 มม. 7.73 ก. หัวหน้าของ Athena ทางขวา สวมต่างหูจี้สามชั้น สร้อยคอมุก และหมวกยอดแหลมประดับด้วย Skylla ขว้างก้อนหิน Δ/Κ/Φ ไปทางขวา / Herakles ยืนหันหน้า ลำตัวท่อนบนเลี้ยวขวา มวยปล้ำกับสโมสร Nemean Lion และ ΚΑΛ ไปที่ ซ้าย |-HPA[KΛHIΩN] ถึงนกฮูกขวาระหว่างขาของเฮราเคิลส์ McClean 824 (หน้าตายเดียวกัน) (CNG 564443, 14,500 เหรียญสหรัฐ)รูปที่ 7: เฮราเคลีย 281-278 ปีก่อนคริสตกาล AR Drachm, 17mm, 3.79 ก. ศีรษะของ Athena หันไปทางขวาเล็กน้อย สวมหมวกหลังคาสามยอดที่ประดับบนชามโดย Skylla ขว้างก้อนหิน และอักษรย่อสร้อยคอใต้ตราหมวกกันน็อคด้านซ้าย E ด้านล่างขวา / นกฮูกยืนขวา หันหน้าไปทางหัว บนกิ่งมะกอก |-HPAKΛEIΩN ด้านบน ไม้กอล์ฟไปทางซ้าย ΦΙΛΩ ไปทางขวา Van Keuren 119 (ตายเหมือนภาพประกอบ) (CNG 503352, $2,500)รูปที่ 8: เฮราเคลีย 281-278 ก่อนคริสตศักราช AV Quarter Stater, 2.10 ก. หัวหน้าของ Athena หันหน้าไปทางซ้าย สวมหมวก Corinthian กับกริฟฟิน / Herakles นั่งบนก้อนหินพร้อมกระบอง |-HPAKΛEIΩN ไปทางซ้าย ΦΙΛ ไปทางขวา

การผลิตเหรียญทองแดงก็เริ่มขึ้นในเวลานี้และดำเนินต่อไปจนถึงกลางศตวรรษที่สอง เพื่อความเรียบง่าย เหรียญทองแดงจะถูกแยกออกเป็นกลุ่มตามน้ำหนักเนื่องจากไม่ทราบสกุลเงินจริง มีสี่กลุ่ม: B) 5-8.5 กรัม ค) 5-8.5 กรัม ง) 1.95-3.0 กรัม และ E) 1.06-1.3 ก. กลุ่ม B เป็นบรอนซ์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดที่มีหัวของ Athena หรือ Demeter ม้าควบหรือสองร่างของ Herakles ที่ด้านหน้าและมีนกฮูก เสี้ยวและเม็ด หูลายหรือ Athena ยืนอยู่ด้านหลัง กลุ่ม C มีหัวของ Herakles หรือ Athena และไม้คฑา/ลูกธนู/ธนูหรือ Herakles ยืนอยู่ด้านหลัง กลุ่ม D มีหัวของ Athena หรือ Herakles ส่วนหน้าของม้าหรือ skyphos ด้านหน้าและด้านหลังของถ้วยรางวัล Glaukosนกฮูก กระบอง กระบอง หรือเฮอร์คิวลีสแบบยืน (รูปที่ 9) สุดท้าย กลุ่ม E จะจับคู่ด้านหน้าของสายฟ้าหรือหัวของเฮราเคิลส์โดยหันไม้กอล์ฟกลับ

ซิบาริส

ซิบาริส ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกใกล้กับชายแดนบรูทเทียม Sybaris เป็นอาณานิคมกรีกแรกสุดที่ก่อตั้งขึ้นในอิตาลีตอนใต้ ก่อตั้งเมื่อราว 720 ปีก่อนคริสตศักราชโดยชาวอาณานิคม Achaian และ Troizen ตั้งอยู่บนที่ราบระหว่างแม่น้ำซีบาริสและ เครธิส. เชื่อกันว่าผู้ก่อตั้งในตำนานเป็นบุตรชายของ อาแจ็กซ์, ฮีโร่ของ Lokrian หลังจากการก่อตั้งได้ไม่นาน ชาว Achaians ส่วนใหญ่ขับไล่ผู้ตั้งถิ่นฐาน Troizen ออกไป แต่เมื่อถึงศตวรรษที่ 6 ก็ได้รับการต้อนรับจากชาวอาณานิคมจากเมืองอื่น ๆ ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากและเมืองก็เจริญรุ่งเรืองในขณะที่ประชากรร่ำรวยขึ้น ชาวเมืองกล่าวว่าชื่นชอบความหรูหรามากจนคำว่า "sybaritic" มีความหมายว่า "เสพติดการแสวงหาความสุขที่อุกอาจ" มันรักษาความสัมพันธ์กับ ชาวอิทรุสกัน และชาวกรีกโยนก และสถาปนาอาณานิคมขึ้นที่ลาว Skidrosและโพไซโดเนีย

ใน 530 ถึง 510 ปีก่อนคริสตศักราช Sybaris ได้ก่อตั้งกลุ่ม Italiote กับเมือง Achaian อื่น ๆ เพื่อจุดประสงค์ในการทำลายอาณานิคมของ Siris หลังจากทำลาย Siris ชาว Sybarite ประสบความขัดแย้งภายในซึ่งนำไปสู่การเนรเทศพลเมืองที่ร่ำรวยจำนวนมากไปยัง Kroton ใน Bruttium ที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อโครตอนปฏิเสธที่จะส่งคืนผู้ถูกเนรเทศ สงครามระหว่างสองเมืองก็เกิดขึ้น นำไปสู่การพ่ายแพ้และการทำลายล้างของซีบาริสในปี 510 ในปี 467 ชาวซีบาไรต์ที่ถูกเนรเทศพยายามสถาปนาเมืองขึ้นใหม่ แต่พวกเขาก็พ่ายแพ้ต่อโครตอนอีกครั้ง มีความพยายามอีกครั้งในปี 453 คราวนี้กับชาวอาณานิคมในเทสซาเลียน แต่โครตอนขับไล่พวกเขาออกไปอีกครั้ง คราวนี้ชาว Sybarites ประสบความสำเร็จในการขอความช่วยเหลือจากเอเธนส์และสปาร์ตา ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเอเธนส์และเพโลพอนนีเซียนได้ปลดปล่อย Sybaris จาก Kroton แต่ Sybarites ปฏิเสธที่จะให้สัญชาติเต็มรูปแบบแก่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ส่งผลให้ประชากร Sybarite เสียชีวิตหรือถูกขับไล่ทั้งหมด เมืองจึงถูกก่อตั้งใหม่เป็น Thourioi พวกพลัดถิ่น Sybarite พยายามสร้างเมืองใหม่ใกล้กับ แม่น้ำ Traeisแต่ในไม่ช้าพวกเขาก็ถูกทำลายโดย Brettians

เหรียญเงินของ Sybaris ถูกแบ่งออกเป็นห้ากลุ่ม (เมืองนี้ไม่ได้สร้างเหรียญทองหรือเหรียญทองแดง) กลุ่มแรกมาจากช่วงกลางศตวรรษที่หกเมื่อเมือง Sybaris ปกครองตนเองเริ่มตีรัฐและเศษส่วนตามมาตรฐาน Achaian แฟลนส์นั้นกว้างและบางโดยมีด้านหน้าที่ยกขึ้นและด้านหลังวัวกระทิง วัวเป็นสัญลักษณ์แทนริฟอร์มของแม่น้ำซีบาริส สไตล์นี้ใช้กับ staters, drachms (2.63 g.) และ tetrobols (1.75 g.) ในขณะที่ triobols (1.3 g.) และ obols (0.43 g.) จับคู่กระทิงกับขาตั้งสามขาหรือชื่อย่อของ เมือง (ภาพที่ 10 และ 11) “VM” เป็นชื่อย่อของเมืองใช้อักษรมหากาพย์ (ท้องถิ่น) ที่ใช้ san (NS) แทนซิกม่า ().

Group II กำลังติดตามการพิชิต Kroton เมื่อผู้พลัดถิ่นอยู่ในลาว Sybarites โจมตี staters, triobols และ obols ใช้รูปแบบเดียวกันยกเว้นว่าด้านหลังมีโถสำหรับไตรโบลและโอ๊กสำหรับโอโบล (ลูกโอ๊กเป็นตราประจำเมืองของลาว) เหรียญเหล่านี้หายากมาก เหรียญกลุ่มที่ 3 ผลิตขึ้นในช่วงการก่อตั้งครั้งที่สองจาก 453 ถึง 448 และรวมในนิกายเดียวกันกับกลุ่ม II ตอนนี้เหรียญมีลักษณะเป็นโพไซดอนที่มีตรีศูลบนผิวหน้าและวัวหรือนกอยู่ด้านหลัง (รูปที่ 12) อาจเป็นเพราะอิทธิพลของผู้ตั้งถิ่นฐานในเทสซาเลียน

การสร้างเหรียญกลุ่มที่ 4 เกิดขึ้นในช่วงการก่อตั้งเมืองครั้งที่ 3 ระหว่างปี 446-440 และประกอบด้วยดรัชม์ ไตรโอโบล และไตรเฮมิโอโบล (0.63 ก.) เหรียญกษาปณ์ของเอเธนส์มีอิทธิพลอย่างมากโดยมีส่วนหัวของ Athena ด้านหน้าและด้านหลังกระทิงซึ่งถูกใช้ในภายหลังกับเหรียญ Thourioi (รูปที่ 13)

เหรียญของกลุ่มสุดท้าย (กลุ่มที่ 5) ถูกสร้างขึ้นในระหว่างการตั้งถิ่นฐานใหม่บนแม่น้ำ Traeis ของชาวไซบาไรท์หลังจากการขับไล่ของพวกเขาโดยชาวเอเธนส์ในปี 440 การออกแบบของ nomos (tridrachms) ได้เปลี่ยนกลับไปเป็นวัวที่ยกตัวขึ้นและกลับหัวกลับหางของกลุ่ม I แต่ มีปีกที่หนาขึ้น (ยังคง 7.9 กรัม ดูรูปที่ 10) ทั้งสามกลุ่มใช้ Poseidon ด้านหน้าและวัวกลับด้านจากกลุ่ม III ดูรูปที่ 12 ปัญหาต่อมาแทนที่ Poseidon ด้วยนักขี่ม้าที่ชาร์จ

ส่วนที่สองของบทความนี้จะกล่าวถึงการสร้างเหรียญ Thourioi ซึ่งก่อตั้งโดยพลเมืองของ Sybaris ในปี 443 และเมืองสำคัญอื่น ๆ อีกสามเมืองของ Lucanian: ลาว อีเลียและโพไซโดอิน่า


วิหารพาร์เธนอนอยู่ที่ไหน?

วิหารพาร์เธนอนตั้งอยู่บนอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ อะโครโพลิสเป็นที่ตั้งของอาคารและวัดหลายแห่งซึ่งคงอยู่มาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ

Athenian Acropolis เป็นเนินเขาที่มองเห็นเมือง และเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการเงินของเอเธนส์โบราณ นอกจากวิหารพาร์เธนอนแล้ว อาคารบางหลังที่ยังหลงเหลือมาจนถึงยุคปัจจุบัน ได้แก่ Athena Nike (วิหารไอออนิกที่สร้างขึ้นระหว่างสงคราม Peloponnesian), Propylaea และ Erechtheion

ชาวกรีกโบราณสร้างวิหารพาร์เธนอนหลังวิหารอีกแห่ง ซึ่งปัจจุบันนักโบราณคดีเรียกว่า "พรีพาร์เธนอน" ถูกทำลายโดยชาวเปอร์เซียเมื่อ 480 ปีก่อนคริสตกาล ชาวกรีกเริ่มก่อสร้างวิหารพาร์เธนอนในปัจจุบันเมื่อ 447 ปีก่อนคริสตกาล จักรวรรดิเอเธนส์อยู่ในจุดสูงสุดของอำนาจและอุทิศวิหารพาร์เธนอนให้กับอธีนา เทพีผู้อุปถัมภ์ของเอเธนส์

วิหารพาร์เธนอนเป็นวิหารแบบดอริกที่มีองค์ประกอบบางอย่างตามระเบียบทางสถาปัตยกรรมแบบไอออนิก ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก 2 คนคือ Iktinos และ Kallikrates และตั้งใจให้เป็นจุดเด่นของ Acropolis ถือเป็นหนึ่งในอาคารโบราณที่สำคัญที่สุดที่ยังคงหลงเหลือในยุคปัจจุบัน และเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมกรีกโบราณที่ยั่งยืน

ในขั้นต้น วิหารพาร์เธนอนเป็นที่ตั้งของรูปปั้นทองและงาช้างของอธีนา นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นคลัง ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 โบสถ์แห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นโบสถ์คริสต์ และในศตวรรษที่ 15 ชาวออตโตมานได้เปลี่ยนให้เป็นมัสยิด รูปปั้นดั้งเดิมของวิหารพาร์เธนอนจำนวนมากถูกย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์บริติช


วัดอิออน Metapontum - ประวัติศาสตร์

วัดกรีกเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเทพเจ้าภายในเขตรักษาพันธุ์กรีกในศาสนากรีกโบราณ การตกแต่งภายในของวัดไม่ได้เป็นสถานที่นัดพบ เนื่องจากการเสียสละและพิธีกรรมที่อุทิศให้กับเทพเจ้านั้นเกิดขึ้นภายนอกพวกเขา มักใช้พระวิหารเพื่อเก็บเครื่องเซ่นไหว้ เป็นประเภทอาคารที่สำคัญและแพร่หลายที่สุดในสถาปัตยกรรมกรีก ในอาณาจักรขนมผสมน้ำยาของเอเชียตะวันตกเฉียงใต้และแอฟริกาเหนือ อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ของวัดมักจะยังคงปฏิบัติตามประเพณีท้องถิ่น แม้จะมองเห็นอิทธิพลของกรีก โครงสร้างดังกล่าวมักไม่ถือว่าเป็นวัดของกรีก ตัวอย่างเช่น ใช้กับวัด Graeco-Parthian และ Bactrian หรือตัวอย่าง Ptolemaic ซึ่งเป็นไปตามประเพณีของอียิปต์ วัดกรีกส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายทางดาราศาสตร์

ภาพรวม
ระหว่างศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล และ 6 ปีก่อนคริสตกาล วัดกรีกโบราณได้พัฒนาจากโครงสร้างอิฐโคลนเล็กๆ ให้กลายเป็นอาคารที่มีเฉลียงคู่ที่มีเฉลียงที่มีเสาเรียงกันทุกด้าน ซึ่งมักจะมีความสูงมากกว่า 20 เมตร (ไม่รวมหลังคา) อย่างมีสไตล์ พวกเขาถูกควบคุมโดยคำสั่งทางสถาปัตยกรรมเฉพาะภูมิภาค ในขณะที่ความแตกต่างเดิมอยู่ระหว่างคำสั่ง Doric และ Ionic ทางเลือกที่สามเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราชพร้อมกับคำสั่ง Corinthian มีการพัฒนาแผนภาคพื้นดินที่แตกต่างกันมากมาย ซึ่งแต่ละแผนสามารถใช้ร่วมกับโครงสร้างส่วนบนในลำดับที่แตกต่างกันได้ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราชเป็นต้นมา การก่อสร้างวัดขนาดใหญ่กลายเป็นเรื่องธรรมดาน้อยลงหลังจากช่วงสั้น ๆ ของศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล มันหยุดเกือบทั้งหมดในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล ต่อมาได้มีการเริ่มสร้างโครงสร้างที่เล็กกว่าเท่านั้น ในขณะที่วัดเก่ายังคงได้รับการปรับปรุงหรือดำเนินการให้แล้วเสร็จหากยังอยู่ในสภาพที่ยังไม่เสร็จ

วัดกรีกได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นตามสัดส่วนที่กำหนด โดยส่วนใหญ่จะกำหนดโดยเส้นผ่านศูนย์กลางด้านล่างของเสาหรือตามขนาดของระดับฐานราก ความเข้มงวดทางคณิตศาสตร์เกือบทั้งหมดของการออกแบบขั้นพื้นฐานจึงลดลงด้วยการปรับแต่งแสง แม้จะมีภาพในอุดมคติที่แพร่หลาย แต่วัดกรีกก็ถูกทาสีเพื่อให้สีแดงและสีน้ำเงินสว่างตัดกับสีขาวของหินก่อสร้างหรือปูนปั้น วัดที่วิจิตรบรรจงกว่านั้นได้รับการประดับประดาด้วยรูปปั้นอันวิจิตรงดงามในรูปแบบของภาพนูนต่ำนูนสูงนูนต่ำและหน้าจั่ว การก่อสร้างวัดมักจะจัดและให้เงินสนับสนุนโดยเมืองหรือโดยการบริหารของวิหาร เอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองขนมผสมน้ำยา สามารถสนับสนุนอาคารดังกล่าวได้ ในช่วงปลายยุคขนมผสมน้ำยา ความมั่งคั่งทางการเงินที่ลดลงพร้อมกับการรวมตัวกันที่ก้าวหน้าของโลกกรีกภายในรัฐโรมัน ซึ่งเจ้าหน้าที่และผู้ปกครองเข้ามาเป็นผู้อุปถัมภ์ นำไปสู่การสิ้นสุดของการก่อสร้างวิหารกรีก ปัจจุบันวัดใหม่เป็นของประเพณีของสถาปัตยกรรมโรมัน ซึ่งถึงแม้จะได้รับอิทธิพลจากกรีกก็ตาม มุ่งเป้าไปที่เป้าหมายที่แตกต่างกันและปฏิบัติตามหลักการด้านสุนทรียศาสตร์ที่แตกต่างกัน

โครงสร้าง
วัด Canonical Greek รักษาโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันตลอดหลายศตวรรษ ชาวกรีกใช้องค์ประกอบเชิงพื้นที่จำนวนจำกัด มีอิทธิพลต่อแผน และสมาชิกทางสถาปัตยกรรม กำหนดระดับความสูง

นาโอส
โครงสร้างลัทธิกลางของวัดคือ naos หรือ Cella ซึ่งมักจะมีรูปปั้นลัทธิเทพ ในวัดโบราณ ห้องที่แยกจากกัน บางครั้งเรียกว่า adyton ถูกรวมไว้หลังห้องขังเพื่อจุดประสงค์นี้ ในซิซิลี นิสัยนี้ยังคงดำเนินต่อไปในยุคคลาสสิก

Pronaos และ opisthodomos
ด้านหน้าห้องเชลลามีระเบียง โพรนาโอส ซึ่งสร้างโดยผนังด้านข้างที่ยื่นออกมาของเชลลา (อันเต) และมีเสาสองเสาวางอยู่ระหว่างพวกเขา ประตูช่วยให้สามารถเข้าถึงเชลล่าได้จาก pronaos ห้องที่คล้ายกันที่ด้านหลังของเชลลาเรียกว่า opisthodomos ไม่มีประตูเชื่อมระหว่าง opisthodomos กับห้องขัง การดำรงอยู่ของประตูนี้จำเป็นอย่างยิ่งโดยการพิจารณาด้านสุนทรียศาสตร์: เพื่อรักษาความสม่ำเสมอของวิหารรอบนอกและเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถมองเห็นได้จากทุกด้าน การดำเนินการของด้านหน้าจะต้องทำซ้ำที่ด้านหลัง พื้นที่จำกัด อาดีตัน อาจรวมไว้ที่ปลายสุดของเชลลา สำรองไว้ที่ออปิสโธโดโมส

เพอริสตาซิส
คอมเพล็กซ์ที่ก่อตัวขึ้นโดย naos, pronaos, opisthodomos และบางที adyton นั้นถูกปิดล้อมทั้งสี่ด้านด้วย peristasis ซึ่งมักจะเป็นแถวเดียวซึ่งไม่ค่อยเป็นคอลัมน์คู่ สิ่งนี้สร้างระเบียงรอบ ๆ , pteron ซึ่งให้ที่พักพิงแก่ผู้เยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และห้องสำหรับขบวนแห่

ประเภทแผน
These components allowed the realisation of a variety of different plan types in Greek temple architecture. The simplest example of a Greek temple is the templum in antis, a small rectangular structure sheltering the cult statue. In front of the cella, a small porch or pronaos was formed by the protruding cella walls, the antae. The pronaos was linked to the cella by a door. To support the superstructure, two columns were placed between the antae (distyle in antis). When equipped with an opisthodomos with a similar distyle in antis design, this is called a double anta temple. A variant of that type has the opisthodomos at the back of the cella indicated merely by half-columns and shortened antae, so that it can be described as a pseudo-opisthodomos.

If the porch of a temple in antis has a row of usually four or six columns in front of its whole breadth, the temple is described as a prostylos or prostyle temple. The whole pronaos may be omitted in this case or just leave the antae without columns. An amphiprostylos or amphiprostyle repeats the same column setting at the back.

In contrast, the term peripteros or peripteral designates a temple surrounded by ptera (colonnades) on all four sides, each usually formed by a single row of columns. This produces an unobstructed surrounding portico, the peristasis, on all four sides of the temple. A Hellenistic and Roman form of this shape is the pseudoperipteros, where the side columns of the peristasis are indicated only by engaged columns or pilasters directly attached to the external cella walls.

A dipteros or dipteral is equipped with a double colonnade on all four sides, sometimes with further rows of columns at the front and back. A pseudodipteros has engaged columns in the inner row of columns at the sides.

Circular temples form a special type. If they are surrounded by a colonnade, they are known as peripteral tholoi. Although of sacred character, their function as a temple can often not be asserted. A comparable structure is the monopteros, or cyclostyle which, however, lacks a cella.

To clarify ground plan types, the defining terms can be combined, producing terms such as: peripteral double anta temple, prostyle in antis, peripteral amphiprostyle, etc.

Column number terminology
An additional definition, already used by Vitruvius (IV, 3, 3) is determined by the number of columns at the front. Modern scholarship uses the following terms:

distyle,2 columns
tetrastyle,4 columns, term used by Vitruvius
hexastyle,6 columns, term used by Vitruvius
octastyle,8 columns
decastyle,10 columns

The term dodekastylos is only used for the 12-column hall at the Didymaion. No temples with facades of that width are known.

Very few temples had an uneven number of columns at the front. Examples are Temple of Hera I at Paestum, Temple of Apollo A at Metapontum, both of which have a width of nine columns (enneastyle), and the Archaic temple at Thermos with a width of five columns (pentastyle).

Elevation
The elevation of Greek temples is always subdivided in three zones: the crepidoma, the columns and the entablature.

Foundations and crepidoma
Stereobate, euthynteria and crepidoma form the substructure of the temple. The underground foundation of a Greek temple is known as the stereobate. It consists of several layers of squared stone blocks. The uppermost layer, the euthynteria, partially protrudes above the ground level. Its surface is carefully smoothed and levelled. It supports a further foundation of three steps, the crepidoma. The uppermost level of the crepidoma provides the surface on which the columns and walls are placed it is called stylobate.

Columns
Placed on the stylobate are the vertical column shafts, tapering towards the top. They are normally made of several separately cut column drums. Depending on the architectural order, a different number of flutings are cut into the column shaft: Doric columns have 18 to 20 flutings, Ionic and Corinthian ones normally have 24. Early Ionic columns had up to 48 flutings. While Doric columns stand directly on the stylobate, Ionic and Corinthian ones possess a base, sometimes additionally placed atop a plinth.

In Doric columns, the top is formed by a concavely curved neck, the hypotrachelion, and the capital, in Ionic columns, the capital sits directly on the shaft. In the Doric order, the capital consists of a circular torus bulge, originally very flat, the so-called echinus, and a square slab, the abacus. In the course of their development, the echinus expands more and more, culminating in a linear diagonal, at 45° to the vertical. The echinus of Ionic columns is decorated with an egg-and-dart band followed by a sculpted pillow forming two volutes, supporting a thin abacus. The eponymous Corinthian capital of the Corinthian order is crowned by rings of stylised acanthus leaves, forming tendrils and volutes that reach to the corners of the abacus.

Entablature
The capitals support the entablature. In the Doric order, the entablature always consists of two parts, the architrave and the Doric frieze (or triglyph frieze). The Ionic order of Athens and the Cyclades also used a frieze above an architrave, whereas the frieze remained unknown in the Ionic architecture of Asia Minor until the 4th century BC. There, the architrave was directly followed by the dentil. The frieze was originally placed in front of the roof beams, which were externally visible only in the earlier temples of Asia Minor. The Doric frieze was structured by triglyphs. These were placed above the axis of each column, and above the centre of each intercolumniation. The spaces between the triglyphs contained metopes, sometimes painted or decorated with relief sculpture. In the Ionic or Corinthian orders, the frieze possesses no triglyphs and is simply left flat, sometimes decorated with paintings or reliefs. With the introduction of stone architecture, the protection of the porticos and the support of the roof construction was moved upwards to the level of the geison, depriving the frieze of its structural function and turning it into an entirely decorative feature. Frequently, the cella is also decorated with architrave and frieze, especially at the front of the pronaos.

Cornice and geison
Above the frieze, or an intermediate member, e.g. the dentil of the Ionic or Corinthian orders, the cornice protrudes notably. It consists of the geison (on the sloped sides or pediments of the narrow walls a sloped geison), and the sima. On the long side, the sima, often elaborately decorated, was equipped with water spouts, often in the shape of lions’ heads. The pedimental triangle or tympanon on the narrow sides of the temple was created by the Doric introduction of the gabled roof, earlier temples often had hipped roofs. The tympanon was usually richly decorated with sculptures of mythical scenes or battles. The corners and ridges of the roof were decorated with acroteria, originally geometric, later floral or figural decorations.

Aspect
As far as topographically possible, the temples were freestanding and designed to be viewed from all sides. They were not normally designed with consideration for their surroundings, but formed autonomous structures. This is a major difference from Roman temples which were often designed as part of a planned urban area or square and had a strong emphasis on being viewed frontally.

Proportions
The foundations of Greek temples could reach dimensions of up to 115 by 55 m, i.e. the size of an average soccer field. Columns could reach a height of 20 m. To design such large architectural bodies harmoniously, a number of basic aesthetic principles were developed and tested already on the smaller temples. The main measurement was the foot, varying between 29 and 34 cm from region to region. This initial measurement was the basis for all the units that determined the shape of the temple. Important factors include the lower diameter of the columns and the width of their plinths. The distance between the column axes (intercolumniation or bay) could also be used as a basic unit. These measurements were in set proportions to other elements of design, such as column height and column distance. In conjunction with the number of columns per side, they also determined the dimensions of stylobate and peristasis, as well as of the naos proper. The rules regarding vertical proportions, especially in the Doric order, also allow for a deduction of the basic design options for the entablature from the same principles. Alternatives to this very rational system were sought in the temples of the late 7th and early 6th centuries BC, when it was attempted to develop the basic measurements from the planned dimensions of cella or stylobate, i.e. to reverse the system described above and deduce the smaller units from the bigger ones. Thus, for example, the cella length was sometimes set at 100 feet (30 m) (100 is a sacred number, also known from the hecatomb, a sacrifice of 100 animals), and all further measurements had to be in relation to this number, leading to aesthetically quite unsatisfactory solutions.

Naos-peristasis relationship
Another determining design feature was the relationship linking naos and peristasis. In the original temples, this would have been subject entirely to practical necessities, and always based on axial links between cella walls and columns, but the introduction of stone architecture broke that connection. Nevertheless, it did survive throughout Ionic architecture. In Doric temples, however, the wooden roof construction, originally placed behind the frieze, now started at a higher level, behind the geison. This ended the structural link between frieze and roof the structural elements of the latter could now be placed independent of axial relationships. As a result, the cella walls lost their fixed connection with the columns for a long time and could be freely placed within the peristasis. Only after a long phase of developments did the architects choose the alignment of the outer wall face with the adjacent column axis as the obligatory principle for Doric temples. Doric temples in Greater Greece rarely follow this system.

Column number formula
The basic proportions of the building were determined by the numeric relationship of columns on the front and back to those on the sides. The classic solution chosen by Greek architects is the formula “frontal columns : side columns = n : (2n+1)”, which can also be used for the number of intercolumniations. As a result, numerous temples of the Classical period in Greece (circa 500 to 336 BC) had 6 × 13 columns or 5 × 11 intercolumnitions. The same proportions, in a more abstract form, determine most of the Parthenon, not only in its 8 × 17 column peristasis, but also, reduced to 4:9, in all other basic measurements, including the intercolumniations, the stylobate, the width-height proportion of the entire building, and the geison.

Column spacing
Since the turn of the 3rd and 2nd centuries BC, the proportion of column width to the space between columns, the intercolumnium, played an increasingly important role in architectural theory, reflected, for example, in the works of Vitruvius. According to this proportion, Vitruvius (3, 3, 1 ff) distinguished between five different design concepts and temple types:

Pyknostyle, tight-columned: intercolumnium = 1 ½ lower column diameters
Systyle, close-columned: intercolumnium = 2 lower column diameters
Eustyle, well-columned: intercolumnium = 2 ¼ lower column diameters
Diastyle, board-columned: interkolumnium = 3 lower column diameters
Araeostyle, light-columned: intercolumnium = 3 ½ lower column diameters
The determination and discussion of these basic principles went back to Hermogenes, whom Vitruvius credits with the invention of the eustylos. The Temple of Dionysos at Teos, normally ascribed to Hermogenes, does indeed have intercolumnia measuring 2 &frac16 of the lower column diameters.

Optical refinements
To loosen up the mathematical strictness and to counteract distortions of human visual perception, a slight curvature of the whole building, hardly visible with the naked eye, was introduced. The ancient architects had realised that long horizontal lines tend to make the optical impression of sagging towards their centre. To prevent this effect, the horizontal lines of stylobate and/or entablature were raised by a few centimetres towards the middle of a building. This avoidance of mathematically straight lines also included the columns, which did not taper in a linear fashion, but were refined by a pronounced “swelling” (entasis) of the shaft. Additionally, columns were placed with a slight inclination towards the centre of the building. Curvature and entasis occur from the mid 6th century BC onwards. The most consistent use of these principles is seen in the Classical Parthenon on the Athenian Acropolis. Its curvature affects all horizontal elements up to the sima, even the cella walls reflect it throughout their height. The inclination of its columns (which also have a clear entasis), is continued by architrave and triglyph frieze, the external walls of the cella also reflect it. Not one block of the building, not a single architrave or frieze element could be hewn as a simple rectilinear block. All architectural elements display slight variations from the right angle, individually calculated for each block. As a side effect, each preserved building block from the Parthenon, its columns, cella walls or entablature, can be assigned its exact position today. In spite of the immense extra effort entailed in this perfection, the Parthenon, including its sculptural decoration, was completed in the record time of sixteen years (447 to 431 BC).

Coloring
Only three basic colors were used: white, blue and red, occasionally also black. The crepidoma, columns, and architrave were mostly white. Only details, like the horizontally cut grooves at the bottom of Doric capitals (annuli), or decorative elements of Doric architraves (e.g. taenia and guttae) might be painted in different colours. The frieze was clearly structured by use of colors. In a Doric triglyph frieze, blue triglyphs alternated with red metopes, the latter often serving as a background for individually painted sculptures. Reliefs, ornaments, and pedimental sculptures were executed with a wider variety of colors and nuances. Recessed or otherwise shaded elements, like mutules or triglyph slits could be painted black. The paint was mostly applied to parts that were not load-bearing, whereas structural parts like columns or the horizontal elements of architrave and geison were left unpainted (if made of high-quality limestone or marble) or covered with a white stucco.

Architectural sculpture
Greek temples were often enhanced with figural decorations. especially the frieze areas offered space for reliefs and relief slabs the pedimental triangles often contained scenes of free-standing sculpture. In Archaic times, even the architrave could be relief-decorated on Ionic temples, as demonstrated by the earlier temple of Apollo at Didyma. Here, the architrave corners bore gorgons, surrounded by lions and perhaps other animals. On the other hand, the Ionic temples of Asia Minor did not possess a separate frieze to allow space for relief decoration. The most common area for relief decoration remained the frieze, either as a typical Doric triglyph frieze, with sculpted metopes, or as a continuous frieze on Cycladic and later on Eastern Ionic temples.

Metopes
The metopes, separate individual tableaux that could usually not contain more than three figures each, usually depicted individual scenes belonging to a broader context. It is rare for scenes to be distributed over several metopes instead, a general narrative context, usually a battle, is created by the combination of multiple isolated scenes. Other thematical contexts could be depicted in this fashion. For example, the metopes at the front and back of the Temple of Zeus at Olympia depicted the Twelve Labours of Heracles. Individual mythological scenes, like the abduction of Europa or a cattle raid by the Dioscuri could be thus depicted, as could scenes from the voyage of the Argonauts or the Trojan War. The battles against the centaurs and Amazons, as well as the gigantomachy, all three depicted on the Parthenon, were recurring themes on many temples.

Friezes
Battle scenes of all kinds were also a common theme of Ionic friezes, e.g. the Gigantomachy on the temple of Hekate at Lagina, or the Amazonomachy on the temple of Artemis at Magnesia on the Maeander, both from the late 2nd century BC. Complex compositions visualised the back and forth of fighting for the viewer. Such scenes were contrasted by more quiet or peaceful ones: The Assembly of the gods and a procession dominate the 160 m long frieze that is placed on top of the naos walls of the Parthenon.

Pediments
Special attention was paid to the decoration of the pedimental triangles, not least because of their size and frontal position. Originally, the pediments were filled with massive reliefs, e.g. shortly after 600 BC on the temple of Artemis at Kerkyra, where the west pediment is taken up by the gorgon Medusa and her children at the centre, flanked by panthers. Smaller scenes are displayed in the low corners of the pediments, e.g. Zeus with a thunderbolt, fighting a Giant. The pedimental sculpture of the first peripteral temple on the Athenian Acropolis, from circa 570 BC, is nearly free-standing sculpture, but remains dominated by a central scene of fighting lions.

Again, the corners contain separate scenes, including Heracles fighting Triton. After the mid-6th century BC, the compositional scheme changes: animal scenes are now placed in the corners, soon they disappear entirely. The central composition is now taken over by mythological fights or by rows of human figures. The high regard in which the Greeks held pedimental sculptures in demonstrated by the discovery of the sculptures from the Late Archaic temple of Apollo at Delphi, which had received a veritable burial after the temple’s destruction in 373 BC. The themes of the individual pedimental scenes are increasingly dominated by myths connected with the locality. Thus, the east pediment at Olympia depicts the preparations for a chariot race between Pelops and Oinomaos, the mythical king of nearby Pisa. It is the foundation myth of the sanctuary itself, displayed here in its most prominent position. A similarly direct association is provided by the birth of Athena on the east pediment of the Parthenon, or the struggle for Attica between her and Poseidon on its west pediment. The pediment of the later temple of the Kabeiroi at Samothrace, late 3rd century BC, depicted a probably purely local legend, of no major interest to Greece as a whole.

Roofs
The roofs were crowned by acroteria, originally in the form of elaborately painted clay disks, from the 6th century BC onwards as fully sculpted figures placed on the corners and ridges of the pediments. They could depict bowls and tripods, griffins, spinxes, and especially mythical figures and deities. For example, depictions of the running Nike crowned the Alcmaeonid temple of Apollo at Delphi, and mounted amazons formed the corner akroteria of the temple of Asklepios in Epidauros. Pausanias (5, 10, 8) describes bronze tripods forming the corner akroteria and statues of Nike by Paeonios forming the ridge ones on the Temple of Zeus at Olympia.

Columns
For the sake of completeness, a further potential bearer of sculptural decoration should be mentioned here: the columnae celetae of the Ionic temples at Ephesos and Didyma. Here, already on the Archaic temples, the lower parts of the column shafts were decorated by protruding relief decorations, originally depicting rows of figures, replaced on their late Classical and Hellenistic successors with mythological scenes and battles.

Cult statue and cella
The functions of the temple mainly concentrated on the cella, the “dwelling” of the cult statue. The elaboration of the temple’s external aspects served to stress the dignity of the cella. In contrast, the cella itself was often finished with some moderation. The only source of light for cella and cult statue was the cella’s frontal door. Thus, the interior only received a limited amount of light. Exceptions are found in the temples of Apollo at Bassae and of Athena at Tegea, where the southern cella wall had a door, potentially allowing more light into the interior. A special situation applies to the temples of the Cyclades, where the roof was usually of marble tiles. Marble roofs also covered the temple of Zeus at Olympia and the Parthenon at Athens. As marble is not entirely opaque, those cellas may have been permeated with a distinctive diffused light. For cultic reasons, but also to use the light of the rising sun, virtually all Greek temples were oriented to the east. Some exceptions existed, e.g. the west-facing temples of Artemis at Ephesos and at Magnesia on the Maeander, or the north-south oriented temples of Arcadia. Such exceptions are probably connected with cult practice. Study of the soils around temple sites, is evidence that temple sites were chosen with regard to particular deities: for example, amid arable soils for the agricultural deities Dionysos and Demeter, and near rocky soils for the hunter gatherer deities Apollo and Artemis.

Refinements
The cult statue was often oriented towards an altar, placed axially in front of the temple. To preserve this connection, the single row of columns often found along the central axis of the cella in early temples was replaced by two separate rows towards the sides. The central one of the three aisles thereby created was often emphasised as the main one. The dignity of the central aisle of the cella could be underlined by the use of special elements of design. For example, the oldest known Corinthian capitals are from the naoi of Doric temples. The impressiveness of the internal aisle could be emphasised further by having a third row of columns along the back, as is the case at the Parthenon and at the temple of Zeus in Nemea. The Parthenon cella, also had another impressive feature, namely two tiers of columns atop each other, as did the temple of Aphaia on Aegina. The temple of Athena at Tegea shows another variation, where the two column rows are indicated by half-columns protruding from the side walls and crowned with Corinthian capitals. An early form of this solution can be seen at Bassae, where the central column of the back portico remains free-standing, while the columns along the sides are in fact semi-columns connected with the walls by curved protrusions.

Restricted access
The cella of a Greek temple was entered only rarely and by very few visitors. Generally, entry to the room, except during important festivals or other special occasions, was limited to the priests. Sometimes, the divine character of the cult image was stressed even more by removing it further into a separate space within the cella, the adyton. Especially in Magna Graecia, this tradition continued for a long time. Over the decades and centuries, numerous votive offerings could be placed in the cella, giving it a museum-like character (Pausanias 5, 17).

Opisthodomos
The back room of the temple, the opisthodomos, usually served as a storage space for cult equipment. It could also hold the temple treasury. For some time, the opisthodomus of the Athenian Parthenon contained the treasury of the Delian League, thus directly protected by the deity. Pronaos and opisthodomos were often closed off from the peristasis by wooden barriers or fences.

Peristasis
Like the cella, the peristasis could serve the display and storage of votives, often placed between the columns. In some cases, votive offerings could also be directly affixed to the columns, as is visible e.g. on the Temple of Hera at Olympia. The peristasis could also be used for cult processions, or simply as shelter from the elements, a function emphasised by Vitruvius (III 3, 8f).

Sponsors, construction and costs

Public and private sponsors
The sponsors of Greek temples usually belonged to one of two groups: on the one hand public sponsors, including the bodies and institutions that administrated important sanctuaries on the other hand influential and affluent private sponsors, especially Hellenistic kings. The financial needs were covered by income from taxes or special levies, or by the sale of raw materials like silver. The collection of donations also occurred, especially for supra-regional sanctuaries like Delphi or Olympia. Hellenistic monarchs could appear as private donors in cities outside their immediate sphere of influence and sponsor public buildings, as exemplified by Antiochos IV, who ordered the rebuilding of the Olympieion at Athens. In such cases, the money came from the private treasury of the donor.

องค์กร
Building contracts were advertised after a popular or elected assembly had passed the relevant motion. An appointed committee would choose the winner among the submitted plans. Afterwards, another committee would supervise the building process. Its responsibilities included the advertising and awarding of individual contracts, the practical supervision of the construction, the inspection and acceptance of completed parts, and the paying of wages. The original advert contained all the information necessary to enable a contractor to make a realistic offer for completing the task. Contracts were normally awarded to the competitor offering the most complete service for the cheapest price. In the case of public buildings, the materials were normally provided by the public sponsor, exceptions were clarified in the contract. Contractors were usually only responsible for specific parts of the overall construction, as most businesses were small. Originally, payment was by person and day, but from the 5th century BC onwards, payment by piece or construction stage became common.

Costs
The costs could be immense. For example, surviving receipts show that in the rebuilding of the Artemision of Ephesos, a single column cost 40,000 drachmas. Considering that a worker was paid about two drachmas, that equals nearly 2 million Euro (on a modern west European wage scale). Since the overall number of columns required for the design was 120, even this aspect of the building would have caused costs equivalent to those of major projects today (circa 360 million Euro).


[Masonic Temple Building]

Photograph of a tall, dark-colored masonic temple in El Paso, Texas. There are four rectangular brick columns in the front with ionic designs at the top, and there are windows between the brick columns. The roof has a decorated ledge directly beneath it. The right side of the building has the same design as the front.

รายละเอียดทางกายภาพ

1 photograph : b&w 19 x 24 cm.

ข้อมูลการสร้าง

บริบท

นี้ photograph is part of the collection entitled: Rescuing Texas History, 2016 and was provided by the El Paso Public Library to The Portal to Texas History, a digital repository hosted by the UNT Libraries. It has been viewed 230 times, with 9 in the last month. More information about this photograph can be viewed below.

People and organizations associated with either the creation of this photograph or its content.

Photographer

Architect

ผู้ชม

ตรวจสอบแหล่งข้อมูลสำหรับไซต์นักการศึกษาของเรา! เราได้ระบุสิ่งนี้ photograph เป็น แหล่งที่มาหลัก ภายในคอลเลกชันของเรา Researchers, educators, and students may find this photograph useful in their work.

ให้บริการโดย

El Paso Public Library

El Paso Public Library patrons can access valuable educational resources as well as government documents, photo archives, and much more. The Library also provides language learning classes and passport help, as well as a seed library to foster the community's green thumb.

ติดต่อเรา

Descriptive information to help identify this photograph. ตามลิงก์ด้านล่างเพื่อค้นหารายการที่คล้ายกันในพอร์ทัล

ชื่อเรื่อง

คำอธิบาย

Photograph of a tall, dark-colored masonic temple in El Paso, Texas. There are four rectangular brick columns in the front with ionic designs at the top, and there are windows between the brick columns. The roof has a decorated ledge directly beneath it. The right side of the building has the same design as the front.


Corinthian Order

The Corinthian style arose in the 5th century BC, although it didn't reach its maturity until the Roman period. The Temple of Olympian Zeus at Athens is a surviving example. In general, Corinthian columns were more slender than Doric or Ionic columns and had either smooth sides or exactly 24 flutes in a roughly half-moon cross-section. The Corinthian capitals incorporate elegant palm leaf designs called palmettes and a basket-like form, evolving into an icon that referenced funeral baskets.

Vitruvius tells the story that the capital was invented by the Corinthian architect Kallimachos (a historic person) because he had seen a basket flower arrangement on a grave that had sprouted and sent up curly shoots. The story was probably a little bit baloney, because the earliest capitals are a non-naturalistic reference to the Ionian volutes, as curvy lyre-shaped decorations.


1. Agrigento, Valley of the Temples

Grand as all the temple sites of Magna Grecia are — Paestum, Segesta, and Selinunte are all on this list — the grandest of them all is Agrigento, the ancient Akragas, where a walk through a grove of almond and olive leads you from magnificent Greek temple to magnificent Greek temple, all of them perched on an impossibly photogenic ridge. The site is hot in summer but truly beautiful all throughout the year, thanks to the warm climate, sea views, and some gorgeous Mediterranean landscaping. The bloom of the almond trees in February is particularly stunning, and the wonderful spread of the site makes it a perfect botanical garden — it’s almost as if the ancients spaced out their temples to cater to the tourist experience.

The so-called Temple of Concordia is the star attraction, a splendidly preserved Doric temple in a warm buff stone, but the site boasts seven temples, all of which are worth visiting, and much besides: the remains of an “Atlas,” part of the temple of Zeus, shows its utterly unique temple design. Alone of all the Greek sites in Italy, the Valley of the Temples has been accorded UNESCO World Heritage status. The adjacent town of Agrigento is a kind of miniature Sicily in itself, with ancient, medieval, Renaissance, Baroque, and modern buildings in a kind of glorious jumble. Olives, sunshine, sculpture, blossom, wine-dark sea, history laid upon history: if you want to get the experience of an ancient Greek temple, it’s pretty hard to beat Agrigento.

You don’t have to choose just one, of course. The best is to find a way to see them all. Have a favorite we left off our list? Feel free to add it in the comments.

Ilias Kolokouris and Eugene Cunningham contributed to this article.

John Byron Kuhner is former president of SALVI, the North American Institute of Living Latin Studies, and editor of In Medias Res.


ดูวิดีโอ: ดอกหญาในปาปน - ตาย อรทย OFFICIAL MV